หน้าเว็บ

วันพฤหัสบดีที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

คลายสงสัย : การจัดกิจกรรมศิลปะสำหรับเด็กปฐมวัย

15 ข้อสงสัย – คลายสงสัย : การจัดกิจกรรมศิลปะสำหรับเด็กปฐมวัย

                                                    

(1) ข้อสงสัย : เหตุใดจึงต้องจัดกิจกรรมสร้างสรรค์ (ศิลปศึกษา) หลายกิจกรรมใน 1 คาบเวลา

          คลายสงสัย

          กิจกรรมสร้างสรรค์ (ศิลปศึกษา) แต่ละกิจกรรมจะให้ประโยชน์ไม่เท่ากัน และ ไม่เหมือนกัน ดังนั้น การจัดหลายกิจกรรมให้เด็กได้เลือกทำจะเป็นประโยชน์ต่อเด็ก  คือ

1.    ช่วยให้เด็กได้มีโอกาสเลือกทำกิจกรรมที่ตนสนใจ ซึ่งจะช่วยให้มีความพอใจ มีอารมณ์แจ่มใสเบิกบาน

2.    ช่วยให้เด็กได้รับการพัฒนาในส่วนที่ตนยังบกพร่องอยู่

3.    ช่วยส่งเสริมพัฒนาการทุกด้านของเด็กให้ครบถ้วนดียิ่งขึ้น

                                                     ฯลฯ


(2) ข้อสงสัย : จำเป็นหรือไม่ว่าอุปกรณ์เครื่องใช้ เช่น สีเทียน พู่กัน ฯลฯ จะต้องจัดให้ครบตามจำนวนเด็ก

คลายสงสัย

               ไม่จำเป็น เพราะการให้เด็กใช้วัสดุอุปกรณ์ร่วมกันในลักษณะที่มีจำนวนไม่ครบตามจำนวนเด็กจะเอื้อให้เกิดการรอคอย ความเสียสละ ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ซึ่งคุณธรรมเหล่านี้เป็นนามธรรม ไม่อาจสอนเด็กโดยการใช้คำพูดชี้แจงให้ชัดเจนเพียงอย่างเดียวได้


(3) ข้อสงสัย : “บางโรงเรียนไม่อาจจัดกิจกรรมวาดภาพได้ เนื่องจากไม่มีเงินที่จะซื้อกระดาษ”

          คลายสงสัย

1.    ไม่จำเป็น เพราะอาจเป็นกระดาษที่ใช้แล้ว เช่น กระดาษหนังสือพิมพ์ กระดาษเอกสารที่อัดสำเนาแล้วหนึ่งหรือสองหน้า แบบฟอร์มที่สำนักงานต่าง ๆ ใช้ ฯลฯ ก็อาจนำมาใช้ได้เช่นกัน (ทั้งนี้ด้วยเหตุผลที่ได้กล่าวมาแล้วว่า มุ่งให้เด็กได้มีพัฒนาการทุกด้านดีขึ้น มิใช่เพื่อต้องการให้ได้ภาพที่สวยงาม)

2.    หากไม่มีวัสดุดังกล่าวข้างต้น เด็ก ๆ ก็อาจใช้น้ำวาดบนแผ่นไม้หรือพื้นปูนได้เช่นกัน


(4) ข้อสงสัย : กระดาษที่จะให้เด็กทำงานศิลปศึกษา (วาดรูป) นั้นขนาดของกระดาษจะมีผลต่อพัฒนาการของเด็กหรือไม่

          คลายสงสัย

               ขนาดของกระดาษอาจจะมีผลต่อพัฒนาการด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคมและสติปัญญา ดังตัวอย่างของกระดาษขนาดเล็ก (8x 12”) และขนาดใหญ่ (12 x 15”) จะทำให้ผู้ใช้มีพัฒนาการต่างกัน ทั้งด้าน การบริหารกล้ามเนื้อเล็ก (นิ้วมือ)     การบริหารกล้ามเนื้อใหญ่ (แขน) อารมณ์-จิตใจ-สังคม (ความเชื่อมั่นในตนเอง ความสบายใจ ความรู้สึกอิสระ) ด้านสติปัญญา (ขอบข่ายของการคิด การคิดสร้างสรรค์)


(5) ข้อสงสัย : หากไม่มีสีก็ไม่อาจจัดกิจกรรมวาดภาพด้วยสีน้ำได้ ใช่หรือไม่

         คลายสงสัย  ไม่ใช่ แทนที่จะใช้สีฝุ่นก็อาจเลือกวัสดุอย่างอื่นมาทดแทนได้ เช่น

              สีแสด     -     ดินแดงละลายน้ำ            สีดำ      -      โคลนสีดำ

              สีแดง     -     น้ำต้มผลกระเจี๊ยบ          สีม่วง     -     สีจากเมล็ดผักปลังที่สุก

              สีเขียว    -     ใบตำลึงหรือผักปลัง ฯลฯ ตำแล้วคั้นน้ำ     สีเหลือง   -    ขมิ้น ฯลฯ


(6) ข้อสงสัย : หากไม่มีพู่กัน ก็จะทำให้วาดภาพด้วยสีน้ำไม่ได้ใช่ไหม

          คลายสงสัย   ไม่ใช่ เพราะอาจใช้วัสดุอื่นทดแทนได้ ตัวอย่าง เช่น

n เปลือกลูกหมากแห้ง ที่ทุบจนเหลือแต่ใยภายใน นำใยมาผูกกับปลายไม้ใช้ต่างพู่กันได้

n ดอกหรือใบของพืชที่มีลักษณะเป็นเส้น ๆ ผูกกับปลายไม้ใช้ต่างพู่กันได้

                                            ฯลฯ


(7) ข้อสงสัย : กิจกรรมสร้างสรรค์หรือศิลปศึกษา ได้แก่กิจกรรมใดบ้าง

          คลายสงสัย   โดยมากจะหมายถึง งานศิลปะที่เด็กวัยก่อนประถมศึกษาอาจทำได้ เช่น ปั้น วาดภาพด้วยสีเทียน/สีน้ำ [และวัสดุอื่นๆ] ฉีกปะ ประดิษฐ์เศษวัสดุ ฯลฯ


(8) ข้อสงสัย: มีผู้กล่าวว่า “ให้เด็กวาดภาพด้วยสีเทียนก็เพียงพอแล้ว สีน้ำไม่จำเป็นต้องใช้ก็ได้เพราะนอกจากจะเลอะเทอะ แล้วสีฝุ่นที่จะนำมาละลายยังหาได้ยากและมีราคาแพงอีกด้วย”

          คลายสงสัย

        ประโยชน์ที่เด็กจะได้รับจากการวาดภาพด้วยสีน้ำและสีเทียนจะใกล้เคียงกันแต่จะไม่เหมือนกันทีเดียว

ดังตารางเปรียบเทียบต่อไปนี้

      ประโยชน์ของการทำกิจกรรม                                    สีเทียน             สีน้ำ

1.    การฝึกจับสิ่งที่เป็นแท่งแล้วลากไปบนกระดาษ (เป็นพื้นฐานที่จะ   ง่ายกว่า           ยากกว่า

     จับดินสอต่อไป)

2.    เรียนรู้เกี่ยวกับสี (สีใดปนกับสีใดจะออกมาเป็นสีใด)                   น้อยกว่า          มากกว่า

3.    ความยากง่ายในการบังคับมือให้ลากเส้นให้มีขนาดและเป็นไป      ง่ายกว่า           ยากกว่า

    ในทิศทางที่ต้องการ

4.    การฝึกความจำความระมัดระวังในการวางเครื่องใช้ให้ถูกที่          น้อยกว่า          มากกว่า

    (วางแท่งสีและพู่กันในที่กำหนด เช่น วางพู่กันที่ใช้แล้วลงในขวดที่บรรจุสีเดียวกัน)

5.    การสนองความต้องการที่จะได้จับต้องสิ่งที่เหลว จับต้องแล้วจะ        -                     มาก

เลอะเทอะเหนอะหนะ

  

(9) ข้อสงสัย :  ก่อนจัดกิจกรรมสร้างสรรค์ (ศิลปศึกษา) ครูควรเตรียมการอย่างไรบ้าง

         คลายสงสัย    บทบาทหน้าที่ของครูมีดังต่อไปนี้

ก่อนเด็กปฏิบัติกิจกรรม ครูควรวางแผนว่าจะจัดกิจกรรมใดให้แก่เด็กบ้าง ทั้งนี้เนื่องจากมีกิจกรรมที่น่าจัดอีกมากมาย

- กำหนดวัสดุอุปกรณ์ที่จะต้องใช้ แล้วจัดเตรียมไว้ให้พร้อม เช่น การปั้น ขนาดของ

  ดินที่จะให้เด็กต่อคน ไม่ควรจะน้อยกว่ากำปั้นของเด็ก ทั้งนี้เพื่อให้เด็กได้บริหาร

  กล้ามเนื้อมือ ทั้งฝ่ามือ (เพราะถ้าก้อนดินมีขนาดเล็ก เด็กจะบริหารกล้ามเนื้อ

  เพียงปลายนิ้ว เท่านั้น)

 

การจัดเด็กเข้าทำกิจกรรม เทคนิคการให้เด็กเข้าทำกิจกรรมสร้างสรรค์นั้น ควรเป็นไปในลักษณะค่อย ๆ ทยอยเด็กให้เข้าสู่กิจกรรม (ไม่ลุกขึ้นแล้ววิ่งไปแย่งกันเข้าโต๊ะกิจกรรมที่ตนชอบ) โดยครูอาจใช้เทคนิคดังต่อไปนี้

         - ครูถามว่า “นักเรียนคนใดบ้างเดินมาโรงเรียน ให้ยืนขึ้น ให้เลือกเข้าโต๊ะที่ตนชอบได้”

-“ใครบ้างซ้อนท้ายจักรยานผู้ปกครองมาโรงเรียนเมื่อเช้านี้ ให้เลือกเข้าทำกิจกรรมที่ตนสนใจได้”

- “ใครบ้างรับประทานไข่เมื่อเช้านี้ เข้าโต๊ะกิจกรรมได้”

- กิจกรรมที่ใช้วัสดุเปียก เช่น การวาดภาพด้วยสีน้ำ การพิมพ์ภาพ ฯลฯ ควรมีผ้าพลาสติกหรือกระดาษปูบนโต๊ะก่อน ทั้งนี้เพื่อมิให้โต๊ะเลอะเทอะ

- กิจกรรมที่ต้องใช้กาว ควรเป็นดังนี้ : ควรมีที่ป้ายกาวแทนการใช้นิ้ว ควรมีผ้าสำหรับใช้เช็ดมือเมื่อกาวเลอะมือ หากมีการแบ่งกาวจากขวดใหญ่มาให้เด็กใช้ ขวดหรือภาชนะที่แบ่งกาวมาควรมีฝาปิดเพื่อมิให้กาวแห้งเมื่อเลิกใช้

 

(10) ข้อสงสัย : ในขั้นเตรียมการได้กล่าวว่า ครูจะให้เด็กกลุ่มไหนทำอะไร แล้วเด็กจะทราบได้อย่างไรว่าจะต้องทำอะไร

          คลายสงสัย ครูจะไม่ออกคำสั่ง แต่จะให้เด็กได้ทำงานตามความคิดของตนเอง เพราะการทำเช่นนั้นจะช่วยให้เด็กได้…..

1.    ฝึกคิด โดยนำประสบการณ์เดิมมาใช้ประกอบเป็นความคิดของตนเอง

2.    พัฒนาความเชื่อมั่นในตนเอง

3.    พัฒนาอารมณ์-จิตใจ ให้แจ่มใสเบิกบาน (โดยได้ทำสิ่งที่คนชอบและสนใจ) ฯลฯ

 

(11) ข้อสงสัย :    ระหว่างทำกิจกรรม ครูจะมีบทบาทหน้าที่อย่างไรบ้าง

          คลายสงสัย     บทบาทของครูจะเป็นดังนี้

- ให้แรงเสริมแก่เด็ก  ครูควรได้เดินดูเด็กทำงาน หากพบว่าเด็กคนใดทำงานดี น่าให้

คำชม เช่น ตั้งใจทำงาน ผลงานมีความแปลกใหม่ ฯลฯ ครูก็ควรให้คำชม ซึ่งจะมีผลให้เด็กมีกำลังใจที่จะสร้างสรรค์งานให้ดียิ่งขึ้น

- การรักษาความสะอาดของที่ทำงานของเด็ก  ครูควรทำความตกลงกับเด็กก่อนว่าขณะทำงานต้องระมัดระวัง อย่าให้วัสดุหล่นลงบนพื้นห้อง หากหล่นจะต้องเก็บทันที ทั้งนี้เพื่อฝึกลักษณะนิสัยแก่เด็ก ครูควรได้ติดตามให้ปฏิบัติตามด้วย

- ส่งเสริมให้วาดภาพให้เต็มหน้ากระดาษ  หากพบเด็กคนใดคนหนึ่งวาดภาพมีขนาดเล็กมากไม่สมกับหน้ากระดาษ ครูควรจะได้หาทางให้เด็กได้วาดภาพให้เต็มกระดาษ (โดยครูจะไม่ออกคำสั่งไปตรง ๆ แต่หาทางพูดให้เด็กได้คิดแล้ววาดภาพให้เต็มหน้ากระดาษ) ทั้งนี้จะช่วยให้เด็กได้มีความเชื่อมั่นในตนเองดีขึ้น

- ฝึกให้เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่  เด็กบางคน หากชอบงานกิจกรรมใดก็มักจะทำแต่กิจกรรมนั้นๆ (เช่นเด็กผู้ชายบางคนจะชอบงานปั้นมาก) บางครั้งทำให้เด็กอื่นไม่อาจเข้าทำกิจกรรมนั้นๆ ได้ ครูควรจะชี้แจงให้เด็กคนนั้นเข้าใจว่าได้ทำกิจกรรมนั้นนานพอแล้ว ขณะนี้มีเพื่อนกำลังรอที่จะเข้าทำบ้าง ให้ที่แก่เพื่อนก่อนดีหรือไม่  แล้วพรุ่งนี้ค่อยมาทำใหม่ การปฏิบัติเช่นนี้จะเท่ากับฝึกให้เด็กได้เห็นใจผู้อื่น รู้จักเสียสละ และมีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่

- การบันทึกรายละเอียดเกี่ยวกับภาพ  เมื่อเด็กทำงานที่เกี่ยวกับกระดาษ เช่น การวาดภาพด้วยสีเทียนหรือสีน้ำ เมื่อเด็กทำงานเสร็จครูควรเขียนความหมายของภาพ ชื่อเด็กและวันที่ ๆ วาดกำกับไว้ที่ตอนท้ายของกระดาษ (ในกรณีให้เด็กใช้กระดาษทั้ง 2 หน้า) หรือบันทึกรายละเอียดลงบนด้านหลังของภาพ (ในกรณีให้เด็กใช้กระดาษหน้าเดียว)

- ฝึกให้เด็กเก็บผลงาน  ครูควรจะได้ทำความตกลงกับเด็กว่างานประเภทใดเมื่อเสร็จจะต้องนำไปไว้ที่ไหน เช่นหากเป็นงานปั้นควรจะจัดที่วางไว้ให้เมื่อตั้งไว้พอประมาณ (อาจเป็น 1-2 วัน  แล้วแต่ปริมาณของวัสดุ เช่น ดินน้ำมัน ดินเหนียว แป้งโด ฯลฯ มีพอให้เด็กปั้นโดยยังไม่หลอมของเก่า) แล้วติดตามให้เด็กปฏิบัติตามข้อตกลง

- การทำกิจกรรมให้ครบตามข้อตกลง  ครูควรได้ทำความตกลงกับเด็กว่า ในการทำงานแต่ละครั้ง เด็กจะต้องทำให้ได้อย่างน้อยกี่กิจกรรม แล้วครูติดตามให้เด็กปฏิบัติตามข้อตกลง

- ฝึกเก็บของเข้าที่  ครูทำความตกลงกับเด็กว่าเมื่อเวลาของกิจกรรมสิ้นสุดลง ครูจะให้สัญญาณ (อาจเป็นการเคาะเครื่องเคาะ ออกคำเตือน หรือร้องเป็นเพลง) แสดงเวลากำลังจะหมด เด็ก ๆ จะต้องช่วยกันเก็บของใช้เข้าที่ ครูปฏิบัติตามข้อตกลง แล้วติดตามให้เด็กปฏิบัติ

 

 (12) ข้อสงสัย :  ครูควรทำอย่างไรบ้าง เมื่อการปฏิบัติกิจกรรมสร้างสรรค์สิ้นสุดลง

          คลายสงสัย เมื่อเด็กทำกิจกรรมครบตามข้อตกลงแล้ว อนุญาตให้เด็กเลือกเล่นตามมุมเล่นที่ตนสนใจ (ซึ่งเด็กจะทำงานเสร็จไม่พร้อมกัน) ดังนั้นเด็กก็จะทยอยเข้าเล่นตามมุมเล่นทีละคนสองคน การแย่งที่เล่นก็จะเกิดน้อยลงหรือไม่เกิดเลย

 

(13) ข้อสงสัย : เหตุใดจึงไม่ให้เด็กปฐมวัยใช้ดินสอดำวาดภาพแทนการใช้สีเทียน

          คลายสงสัย        เหตุที่ไม่จัดดินสอดำให้เด็กระดับก่อนประถมศึกษาวาดภาพ

1.    ดินสอดำมีขนาดเล็ก ไม่เหมาะกับมือของเด็กที่กล้ามเนื้อเล็กยังพัฒนาไม่ดีพอ เด็กจะยังจับไม่ถนัด

2.    สีไม่สะดุดตา เด็กเล็กจะชอบสีต่าง ๆ ที่สดสวยมากกว่าสีเข้ม เช่น สีดำ หากวาดออกมาแล้วสีเข้มหรือดำมืดเด็กย่อมจะไม่ชอบ

เหตุใดจึงนิยมให้เด็กใช้สีเทียน (แท่งใหญ่) ในการทำศิลปศึกษา

1.    สีสวย  ปกติสีเทียนแต่ละชุดจะมีประมาณ 8-12 สี เมื่อลากลงบนกระดาษแม้ไม่ต้องออกแรงกดมากก็จะปรากฏสีบนกระดาษอย่างชัดเจน

2.    สีไม่เลอะ เมื่อใช้จะไม่เลอะเสื้อผ้าของเด็ก จึงเหมาะที่จะให้เด็กใช้

3.    ขนาดเหมาะกับมือเด็ก สีเทียนขนาดแท่งใหญ่จะมีขนาดพอเหมาะที่เด็กจะจับแล้ว

ขีดเขียนได้ถนัดมือ

4.    ไม่หักง่าย ขนาดของแท่งสีใหญ่พอแม้เด็กจะกด เคาะ หรือกระแทก ก็จะไม่หักจึงสามารถใช้ได้จนหมดแท่งทำให้ประหยัด

 

(14) ข้อสงสัย :  ควรเขียนเครื่องหมาย (ให้ดาว) บนผลงานศิลปศึกษาของเด็กหรือไม่

          คลายสงสัย

- เป็นการประเมินไม่ตรงตามวัตถุประสงค์ของศิลปะสำหรับเด็ก เพราะส่วนมากครูมักจะประเมินตามความเหมือนหรือความสวย หากเหมือนหรือสวยมากก็ให้เครื่องหมายดาว 3 ดวง และก็ลดจำนวนลงหากผลงานย่อหย่อนลง แท้จริงหากคำนึงในแง่ของพัฒนาการทุกด้านที่เด็กจะได้รับแล้ว การลากเส้นขยุกขยิกของเด็กบางคนอาจมีค่ามากกว่าภาพเหมือนของเด็กอีกคนหนึ่ง เพราะเส้นขยุกขยิกนั้นได้พัฒนา

- ด้านร่างกาย ในการวาดภาพครั้งนี้แม้จะเป็นเพียงเส้นขยุกขยิกเด็กก็ได้บริหารมือซึ่งเป็นกล้ามเนื้อเล็ก (ในการจัดแท่งสีขีดเขียนไปมา)

- ด้านอารมณ์-จิตใจ การได้วาดภาพตามความพอใจ เด็กย่อมได้รับความสุข แจ่มใส เบิกบาน หรือในทางตรงกันข้าม หากมีความคับแค้นการได้ลากเส้นไปมาก็จะช่วยระบายอารมณ์คับแค้นได้

- ด้านสติปัญญา เส้นที่ลากนั้นอาจหมายถึง บางสิ่งบางอย่างที่แปลกใหม่ที่เด็กคิดขึ้นได้ สิ่งนี้จะมีค่าต่อตัวเด็ก แต่การประเมินจะทำได้ยาก

- การให้ดาวจะเป็นเหมือนการตกรางวัลแก่เด็ก หากปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอ เด็กจะพยายามทำงานเพื่อให้ได้เครื่องหมายดาวซึ่งเท่ากับฝึกให้เด็กทำงานเพื่อให้ได้รางวัลเท่านั้น การทำเช่นนี้จะเป็นผลเสียแก่เด็กระยะยาว


(15) ข้อสงสัย : หากมีเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่งเกิดขึ้น (เช่น ลูกเห็บตกหรือมีผู้นำช้างเดินผ่านหน้าโรงเรียน ฯลฯ) ในเวลาของกิจกรรมสร้างสรรค์ ครูจะพาออกไปดูได้หรือไม่ แล้วจะต้องจัดกิจกรรมนี้ชดเชยหรือไม่

          คลายสงสัย

     ครูอาจทำได้โดยไม่ต้องสอนชดเชย เพราะ

1.    กิจกรรมที่เปลี่ยนไปนี้เป็นการให้โอกาสแก่เด็กๆ ได้ประสบการณ์ตรง ซึ่งจะมีค่ามากมาย (ดีกว่าจะไปสอนโดยไม่ได้เห็นของจริง)

2.    การสอนในระดับก่อนประถมศึกษามุ่งให้เด็กได้พัฒนาทุกด้านอย่างสูงสุด ดังนั้นกิจกรรมนี้ก็ช่วยให้เด็กได้พัฒนาทุกด้านเช่นกัน

3.    ในระดับก่อนประถมศึกษาไม่มีเวลากำหนดไว้ตายตัวเป็นคาบเรียน ดังชั้นประถมศึกษา/มัธยมศึกษา ว่า ในแต่ละสัปดาห์จะต้องเรียนวิชาใดนานเท่าไร


บรรณานุกรม

ศึกษาธิการ, กระทรวง. (2533). คู่มือครู : การจัดกิจกรรมสร้างสรรค์สำหรับครูผู้สอนระดับก่อนประถมศึกษา.

กองวิชาการ สำนักงานการประถมศึกษาแห่งชาติ. กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์คุรุสภา.

คณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ, สำนักงาน.(2541). คู่มือการอบรมเลี้ยงดูเด็กระดับก่อนประถมศึกษา.

              กรุงเทพมหานคร: กระทรวงศึกษาธิการ.

ความเชื่อมโยงระหว่างศิลปะและการพัฒนาสมอง

 ความเชื่อมโยงระหว่างศิลปะและการพัฒนาสมอง

ในด้านการศึกษาสุนทรียภาพ

    

    ศิลปะมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาสมองของมนุษย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงวัยเด็ก 

การเชื่อมโยงระหว่างศิลปะและการพัฒนาสมองแสดงให้เห็นว่าประสบการณ์ด้านสุนทรียภาพ

สามารถส่งเสริมการเติบโตของทักษะทางปัญญา อารมณ์ และสังคมได้อย่างไร การมีส่วนร่วม

กับศิลปะช่วยพัฒนาเส้นทางประสาทที่สำคัญซึ่งส่งเสริมการพัฒนารอบด้านและความเป็นอยู่

ที่ดีของเด็ก งานวิจัยในด้านประสาทวิทยาศาสตร์แสดงให้เห็นว่าการมีส่วนร่วมในกิจกรรมศิลปะ

กระตุ้นพื้นที่ต่างๆ ของสมอง ส่งเสริมการเชื่อมต่อระหว่างเซลล์ประสาทและการเจริญเติบโต

ทางปัญญา เมื่อเด็กเข้าร่วมกิจกรรมการวาดภาพ ระบายสี ดนตรี หรือการแสดงออกทางศิลปะ

รูปแบบอื่นๆ พวกเขาจะกระตุ้นพื้นที่สมองที่รับผิดชอบต่อทักษะการเคลื่อนไหว การประมวลผล

ทางประสาทสัมผัส การควบคุมอารมณ์ และการทำงานของสมองส่วนที่เกี่ยวกับการวางแผน

และการตัดสินใจ (Gazzaniga, Ivry, & Mangun, 2018)










ภาพที่ 1-3 ศิลปะกับการพัฒนาสมองในด้านการศึกษาสุนทรียภาพ
หมายเหตุ. ภาพนี้สร้างขึ้นโดยใช้โปรแกรม Gemini ของ Google (เวอร์ชัน เดือน กรกฎาคม, 2569) 


    กิจกรรมศิลปะต้องการการบูรณาการระหว่างทักษะกล้ามเนื้อมัดเล็กและการประมวลผล

ทางสายตา ตัวอย่างเช่น การวาดภาพหรือการปั้นจะกระตุ้นสมองส่วนกล้ามเนื้อมัดเล็กและ

กลีบข้าง (parietal lobes) ซึ่งมีความสำคัญต่อการประสานงานระหว่างมือและตาและ

การรับรู้เชิงพื้นที่ การบูรณาการนี้ช่วยเสริมสร้างความสามารถของสมองในการประมวลผล

ข้อมูลที่ซับซ้อน ทำให้เกิดทักษะการแก้ปัญหาและการคิดเชิงวิพากษ์ที่ดีขึ้น 

(Winner, Goldstein, & VincentLancrin, 2013)

    นอกจากการพัฒนาทางปัญญาแล้ว ศิลปะยังส่งผลกระทบต่อการเจริญเติบโตทาง

อารมณ์และสังคม การแสดงออกทางศิลปะช่วยให้เด็กสำรวจและสื่อสารอารมณ์ของตนเอง

ส่งเสริมความฉลาดทางอารมณ์และความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น กิจกรรมศิลปะเป็นช่องทาง

ที่ปลอดภัยสำหรับการแสดงออก ช่วยให้เด็กประมวลผลและบอกเล่าความรู้สึกของตนเอง 

ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญสำหรับการควบคุมอารมณ์ (Malchiodi, 2015) นอกจากนี้ โครงการศิลปะ

ที่ทำร่วมกันยังส่งเสริมการมีปฏิสัมพันธ์และความร่วมมือทางสังคม เมื่อเด็กเข้าร่วมกิจกรรม

กลุ่ม เช่น การวาดภาพฝาผนังหรือดนตรีวง พวกเขาจะได้เรียนรู้การทำงานร่วมกัน แบ่งปันความคิดเห็น และชื่นชมมุมมองที่หลากหลาย ประสบการณ์เหล่านี้สร้างทักษะทางสังคมและเสริมสร้างความรู้สึกของการเป็นส่วนหนึ่งของชุมชน (Eisner, 2002)

    การศึกษาด้านสุนทรียภาพซึ่งครอบคลุมการชื่นชมและการสร้างสรรค์ศิลปะ มีบทบาท

สำคัญในการพัฒนาความรู้สึกด้านสุนทรียภาพ การเปิดรับศิลปะรูปแบบและสไตล์ต่างๆ 

ส่งเสริมให้เด็กสังเกต วิเคราะห์ และชื่นชมความงามในสิ่งรอบตัว ความตระหนักด้าน

สุนทรียภาพที่เพิ่มขึ้นนี้ ช่วยเพิ่มประสบการณ์ทางประสาทสัมผัสและเสริมสร้างความสามารถ

ในการรับรู้และตีความโลก (Dissanayake, 2015) นอกจากนี้ การมีส่วนร่วมกับศิลปะ

ยังช่วยให้เด็กพัฒนาทักษะการคิดเชิงวิพากษ์และการตีความ เมื่อเด็กวิเคราะห์ภาพวาดหรือ

ดนตรี พวกเขาจะได้เรียนรู้ที่จะระบุรูปแบบ เชื่อมโยงข้อมูล และเข้าใจความหมายที่แฝงอยู่ 

ทักษะเหล่านี้สามารถนำไปใช้ในด้านวิชาการอื่นๆ ช่วยสนับสนุนการเติบโตทางสติปัญญา

โดยรวม (Hetland et al., 2013)

    การบูรณาการศิลปะในการศึกษาปฐมวัยเป็นสิ่งสำคัญสำหรับการพัฒนาอย่างรอบด้าน

โปรแกรมที่ผนวกศิลปะเข้าในหลักสูตรช่วยให้เด็กมีโอกาสสำรวจความคิดสร้างสรรค์ 

สร้างทักษะทางปัญญาและการเคลื่อนไหว และพัฒนาความสามารถทางอารมณ์และสังคม 

การศึกษาศิลปะสนับสนุนให้เด็กคิดอย่างสร้างสรรค์ แก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ และแสดงออก

อย่างมั่นใจ (Wright, 2012)

    ความเชื่อมโยงระหว่างศิลปะและการพัฒนาสมองนั้นลึกซึ้งและหลากหลาย กิจกรรมศิลปะ

กระตุ้นการเติบโตทางปัญญา เพิ่มความฉลาดทางอารมณ์ และส่งเสริมทักษะทางสังคม การ

ส่งเสริมการชื่นชมสุนทรียภาพและการให้โอกาสในการแสดงออกอย่างสร้างสรรค์ การศึกษา

ศิลปะมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาอย่างรอบด้านของเด็ก ในขณะที่งานวิจัยยังคงค้นพบ

พื้นฐานทางประสาทของผลกระทบของศิลปะต่อสมอง ความสำคัญของการบูรณาการศิลปะ

ในการศึกษาปฐมวัยยิ่งเด่นชัดขึ้น


ที่มา: 

ธวัชชัย ศรีเทพ. (2567). เอกสารประกอบการสอน รายวิชา 265-202 สุนทรียศาสตร์สำหรับเด็กปฐมวัย. คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์.

https://mis.edu.psu.ac.th/hrmis/edu_emeeting/files/10_20240723160233.pdf 


Google. (2569). Gemini (เวอร์ชัน เดือน กรกฎาคม) [โปรแกรมสร้างภาพด้วย AI]. https://gemini.google.com 

วันพฤหัสบดีที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2567

ศิลปะพัฒนาสมองเด็กปฐมวัย

 [บทความ]


































กิจกรรมศิลปะสำหรับเด็ก: การจัดกิจกรรมศิลปะที่เหมาะสมสำหรับเด็ก

 

กิจกรรมศิลปะสำหรับเด็ก: การจัดกิจกรรมศิลปะที่เหมาะสมสำหรับเด็ก

กิจกรรมศิลปะสำหรับเด็ก

กิจกรรมศิลปะเป็นกิจกรรมหนึ่งที่สามารถนำมาใช้เพื่อส่งเสริมจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ เพื่อให้เด็กได้ถ่ายทอด อารมณ์ ความรู้สึก และเห็นความงามของสิ่งต่างๆรอบตัว

 

ความหมายและความสำคัญของศิลปะของเด็ก

Peterson (1992) กล่าวว่า ศิลปะเป็นแนวทางในการแสดงออกของเด็ก ซึ่งเด็กต้องการโอกาสได้แสดงออก อีกทั้งยังสามารถถ่ายทอดความรู้ ความรู้สึก และความเข้าใจรวมทั้งบุคลิกภาพ และความอิสระของเด็กออกมาได้ ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ได้รับการถ่ายทอดจากประสบการณ์และจินตนาการของเด็กแต่ละคนนั่นเอง

1) ศิลปะ คือ การจำลองแบบ (Art as Imitation)

2) ศิลปะ คือ การแสดงออก (Art as Expression)

3) ศิลปะ คือ ประสบการณ์ (Art as Experience)

4) ศิลปะ คือ การแสดงออกซึ่งอารมณ์ หรือสิ่งที่อยู่ภายในของชีวิต

การให้เด็กทำงานศิลปะต่างๆ เช่น การวาดภาพ ปั้น ประดิษฐ์วัสดุ การแสดงออกทางดนตรี ละคร การเล่นน้ำ เล่นทราย การส่งเสริมจินตนาการโดยการเล่านิทาน การเล่นสมมติตามมุม และจัดหาวัสดุอุปกรณ์

สำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา (2551) กล่าวว่า ศิลปะเด็ก หมายถึง เครื่องมือหรือสื่อประเภทหนึ่งของการแสดงออก ความรู้สึกนึกคิด ตลอดจนเป็นสื่อกลางในการเรียนรู้ การแสดงออก และในขณะเดียวกันนั้นก็เป็นการผ่อนคลายความตึงเครียดไปพร้อมกันด้วย เพื่อพัฒนาความคิดริเริ่มสร้างสรรค์และจิตนาการ สร้างเสริมศิลปนิสัยและพื้นฐานรสนิยมที่ดีๆ ให้แก่เด็กๆ ซึ่งกิจกรรมศิลปะเด็กปฐมวัยมีความสำคัญ ดังนี้

1) เด็กได้แสดงออกอย่างอิสระ ส่งเสริมอิสรภาพในการทำงาน ในขณะเดียวกันเด็กจะสามารถเปลี่ยนความคิดของตนกับเพื่อนๆ ได้

2) เด็กมีสุนทรียภาพต่อสิ่งแวดล้อม รู้จักชื่นชมและมีทัศนคติที่ดีต่อสิ่งต่างๆ ส่งเสริมให้รู้จักสังเกต

3) เด็กเกิดความพอใจและสนุกสนาน การพูดคุยและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับเพื่อนเป็นโอกาสที่เด็กแสดงออก ซึ่งความคิดของเขาและเป็นการพัฒนาภาษาไปด้วย

 

การจัดกิจกรรมศิลปะที่เหมาะสมสำหรับเด็ก

Eglinton (2003) อธิบายถึงกระบวนการในการจัดประสบการณ์ศิลปะที่จำเป็นสำหรับเด็กอายุ 3-5 ปี ว่า เป็นประสบการณ์ศิลปะแบบองค์รวม แต่ละประสบการณ์ต้องนำไปสู่ประสบการณ์อื่นๆ การค้นพบแต่ละครั้งเป็นการต่อยอดการค้นหาต่อไป จุดประสงค์ของการจัดประสบการณ์ศิลปะสำหรับเด็ก คือ การกระตุ้นให้เด็กได้ใช้ประสาทสัมผัสทุกๆ ด้านในการเรียนรู้ และการฝึกฝนการใช้จินตนาการ แนวคิดของกระบวนการ คือ เด็กเรียนรู้ด้วยการใช้ประสาทสัมผัสเพื่อพัฒนาทักษะการคิดและ จินตนาการผ่านประสบการณ์ศิลปะ ประกอบด้วย 3 ประสบการณ์ ได้แก่

1) สุนทรียประสบการณ์ (Aesthetic experiences) เป็นปัจจัยที่ช่วยส่งเสริมความเข้าใจของมโนทัศน์ที่มีต่อโลกให้มีความลึกซึ้งขึ้น โดยปลุก ประสาทสัมผัสและการรับรู้ต่างๆ ของเด็กให้ตื่นและขยายกว้างมากขึ้น เพื่อตอบสนองต่อความงามรอบข้างทั้งธรรมชาติและสิ่งที่ถูกสร้างขึ้น สุนทรียประสบการณ์ยังช่วยพัฒนาการสังเกตและ การสะท้อนความคิดของเด็กให้ดียิ่งขึ้น

2) ประสบการณ์การสร้างงานศิลปะ (Art making experiences) เป็นกระบวนการที่เด็กต้องเรียนรู้ผ่านทีละขั้น โดยครูเป็นผู้ช่วยสนับสนุนอย่าง ต่อเนื่องด้วยการสร้างแรงบันดาลใจและการใช้บทสนทนา มีข้อควรคำนึง 5 ประการ ดังนี้

   2.1) โอกาสในการใช้ทักษะการแก้ปัญหา

   2.2) การแสดงออกถึงความรู้สึกหรือบุคลิกลักษณะของตนเอง การสื่อสารของ การรับรู้ส่วนบุคคล การทาความรู้สึกหรือความคิดที่ไม่ชัดเจนให้มีความชัดเจนยิ่งขึ้น

   2.3) เวลาสำหรับการสำรวจด้วยประสาทสัมผัส การสำรวจสื่อต่างๆ การค้นหา อย่างกระตือรือร้น และการสกัดข้อมูลทั้งจากธรรมชาติและสิ่งที่แวดล้อมที่ถูกสร้างขึ้น

   2.4) เวลาในการฝึกฝนทักษะด้านต่างๆ การควบคุมการใช้สื่อ และการใช้อุปกรณ์ หรือเครื่องมือในการสร้างรูปร่างต่างๆ

               2.5) สนับสนุนพัฒนาการของรูปแบบสัญลักษณ์ ทั้งการสร้างและการถอดรหัส ของสัญลักษณ์ การใช้สัญลักษณ์ในการสื่อสารความคิด ความรู้สึก ประสบการณ์ของตนเอง และ การใช้สัญลักษณ์เพื่อสื่อถึงสภาพแวดล้อม

3) การเข้าสู่โลกศิลปะ (Encounters with art) คือ การจัดกิจกรรมเพื่อสร้างให้เด็กมีการตระหนักรู้ ความเข้าใจ และชื่นชมในงานศิลป์ ศิลปิน และวัฒนธรรม และเป็นการเชื่อมโยงให้เด็กเห็นถึง ความเกี่ยวข้องของศิลปะกับสิ่งที่มีอยู่ในชีวิตประจำวันโดยหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนวงจรทั้งหมด คือ แรงจูงใจ (Motivation) และบทสนทนา (Dialogue)

   3.1) แรงจูงใจ หมายถึง บางสิ่งบางอย่างที่กระตุ้นหรือก่อให้เกิดการกระทำบางอย่าง เพื่อทำให้เกิดความสนใจ การสร้างแรงจูงใจผ่านประสาทสัมผัสที่หลากหลายเป็นหัวใจสำคัญยิ่งของ การเรียนรู้เกี่ยวกับศิลปะอย่างตื่นตัว เด็กต้องได้รับแรงจูงใจทั้งจากตัวสื่อวัสดุเองและจากแรงกระทำ ภายนอกหรือสถานการณ์ แรงจูงใจสามารถแบ่งออกเป็น 3 ช่วง คือ ช่วงต้นจะทำให้เด็กเกิดการ ประกายความคิดจากภายใน ช่วงระหว่างประสบการณ์เป็นการสร้างเพื่อช่วยให้เกิดการมีส่วนร่วม และช่วงสุดท้ายเป็นการสะท้อนและการกระตุ้นเพื่อให้เกิดประสบการณ์ถัดไป การสร้างแรงบันดาลใจ ที่เหมาะสมสำหรับเด็ก สามารถทำได้หลากหลายรูปแบบ ได้แก่ ผลงานศิลปะของเด็ก การใช้เรื่องราวของประวัติศาสตร์ศิลปะ วัฒนธรรม สุนทรียะประสบการณ์ สภาพแวดล้อมทางธรรมชาติและสภาพแวดล้อมที่มนุษย์สร้างขึ้น หนังสือ นิทานและจินตนาการ

   3.2) บทสนทนา เป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์ศิลปะที่เกิดจากการใช้คำพูดอย่างมี เป้าหมายของครู การสร้างและเลือกรูปแบบของบทสนทนาขึ้นอยู่กับความคาดหวังจากการใช้ บทสนทนานั้นๆ ซึ่งมีลักษณะของบทสนทนา 5 รูปแบบ ได้แก่ (1) บทสนทนาเพื่อสร้างแรงบันดาลใจ คือ การใช้บทสนทนาเพื่อเป็นเครื่องมือ ในการช่วยเด็กจำได้ถึงประสบการณ์ต่างๆที่ได้เรียนรู้มา เรียกความทรงจำกลับมาอีกครั้ง กระตุ้นให้ เด็กพูดถึงเรื่องราวต่างๆ ความรู้เดิม ความรู้สึกและความคิด เช่น จากคำถาม “วันนี้อากาศเป็นเช่นไร” ไปจนถึง “ช่วงไหนของวันที่หนูชื่นชอบ” การให้เด็กนึกภาพของสิ่งต่างๆ ใช้คำถามว่า “สิ่งของหรือ รูปภาพนี้ทำให้หนูรู้สึกอย่างไร” (2) บทสนทนาเพื่อชมเชย คือ การเลือกใช้คำพูดเพื่อส่งเสริมและสะท้อนกลับแก่เด็ก การใช้คำชื่นชมเพื่อเป็นแรงเสริมทางบวกแก่ เด็กและต้องเหมาะสมกับพัฒนาของเด็กแต่ละคน (3) บทสนทนาเพื่อการติชม ครูต้องใช้คำติชมผ่านกระบวนการของเด็กไม่ใช่ ผลงาน ต้องเป็นการติชมทางบวกในเรื่องกระบวนการ จุดประสงค์หรือทักษะ (4) บทสนทนาเพื่อการสอน เป็นการใช้คำพูดเพื่ออธิบายการใช้สื่อและวัสดุที่ถูก หลักและวิธี การเรียกชื่อสื่อวัสดุต่างๆเพื่อให้เด็กเข้าใจและจดจำได้ (5) บทสนทนาเพื่อขยายประสบการณ์ให้กว้างขึ้น เป็นการใช้คำพูดเพื่อช่วยให้ เด็กเรียนรู้จากกระบวนการ การแก้ปัญหา การประยุกต์ใช้สิ่งที่ค้นพบใหม่ การสะท้อนกลับ และขยาย ความคิดของตนเองออกโดยใช้คำถามให้เด็กได้คิดวิเคราะห์ บรรยาย แก้ปัญหา และค้นพบ

 

            Isbell and Raines (2007) แนวทางในการสอนศิลปะสำหรับเด็ก ได้แก่

            1) จัดสื่อที่หลากหลายเพื่อให้เด็กได้มีโอกาสในการสำรวจและเรียนรู้เกี่ยวกับคุณสมบัติของสื่อแต่ ละชนิด

2) เปิดโอกาสให้เด็กได้เลือกใช้สื่อที่หลากหลายและเรียนรู้วิธีการใช้งานอย่างเหมาะสม

3) เปิดโอกาสให้เด็กได้แสดงความชื่นชมผลงานของตนเองและพูดคุยเกี่ยวกับผลงานของผู้อื่น

4) พูดคุยเกี่ยวกับลักษณะของผลงานด้วยศัพท์ทางศิลปะ เช่น รูปร่าง สี เป็นต้น

 

Mayesky (1998) อธิบายหลักการจัดโปรแกรมศิลปะสำหรับเด็กอนุบาล ได้แก่ การจัดเวลา สถานที่เพื่อให้เด็กได้สามารถแสดงออกด้านความคิด แนวคิด ความรู้สึก การกระทำ และความสามารถต่างๆ ด้วยสื่อและอุปกรณ์ที่หลากหลาย แบ่งออกเป็น 5 ประการ ดังนี้

1) การเน้นกระบวนการไม่ใช่ผลผลิต เพื่อให้เด็กได้แสดงออกถึงประสบการณ์และ ความรู้สึกที่ตนเองได้เรียนรู้ การแสดงออกของเด็กแต่ละคนมีความสำคัญมาก เนื่องจากเด็กยังมีทักษะ ไม่ดีมากเท่าผู้ใหญ่ เด็กมักสนใจทดลองสื่อวัสดุต่างๆ และยังแสดงออกถึงสิ่งที่ตนเองตั้งใจวางแผนไว้ใน การสร้างสรรค์งานศิลปะ แต่ละครั้ง

2) ความต้องการของเด็ก รวมถึงอายุ ความสามารถ และระดับความสนใจของเด็ก แต่ละบุคคล

3) ความแปลกใหม่และอิสรภาพ การจัดประสบการณ์ศิลปะในแต่ละครั้งต้องเปิด โอกาสให้เด็กได้คิดริเริ่มและสร้างสรรค์ผลงานอย่างอิสระ ซึ่งต้องจัดเตรียมสื่อวัสดุให้เด็กได้สำรวจและ เด็กสามารถควบคุมได้ตามระดับพัฒนาการด้านร่างกายของตนเอง

4) การคิดอย่างสร้างสรรค์ กิจกรรมศิลปะที่จัดขึ้นต้องส่งเสริมให้เด็กได้ทำงานอย่าง อิสระและยืดหยุ่น เด็กต้องเผชิญกับปัญหาโดยปราศจากความกลัวต่อความล้มเหลวในสภาพแวดล้อม และกิจกรรมที่เด็กรู้สึกมั่นคง ปลอดภัย และสะดวกสบาย เพราะสิ่งเหล่านี้จะทำให้เด็กกล้าเสี่ยงหรือ เผชิญหน้ากับความท้าทาย

5) กระบวนการรายบุคคล เป็นการจัดกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้เด็กได้เรียนรู้ตาม ระดับของตนเองเป็นรายบุคคล เรียนรู้ด้วยวิธีของตนเอง ด้วยการจัดเตรียมโอกาสและเวลาให้เด็กได้ สำรวจและทดลองด้วยสื่ออุปกรณ์ต่างๆที่มีความเหมาะสม

โดย Mayesky แบ่งกิจกรมศิลปะสำหรับเด็กออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ กิจกรรมศิลปะสองมิติ และกิจกรรมศิลปะสามมิติ ซึ่งมีรายละเอียด ดังนี้

1. กิจกรรมศิลปะสองมิติ (Two-dimensional activities) สามารถแบ่งออกเป็น กิจกรรม 3 ประเภท ได้แก่ กิจกรรมสร้างภาพ กิจกรรมการพิมพ์ภาพ และกิจกรรมภาพปะติด

   1.1 กิจกรรมสร้างภาพ ได้แก่ การระบายสีด้วยแปรง การวาดด้วยสีเทียน ทักษะการใช้กรรไกร การติดหรือปะ

   1.2 กิจกรรมการพิมพ์ภาพ ได้แก่ การพิมพ์ด้วยวัตถุรอบตัว การพิมพ์ด้วยนิ้วมือ การพิมพ์ด้วยผัก การพิมพ์ครั้งเดียว การพิมพ์ด้วยสตายโลโฟม การพิมพ์ด้วยกระดาษสเตนซิล และ การพิมพ์ด้วยการสะบัด

   1.3 กิจกรรมภาพปะติด หรือ Collage ได้แก่ ภาพปะติดจากเมล็ดพืชต่างๆ ภาพปะติดจาก กระดาษเขียนลวดลายเอง (patchwork) และภาพปะติดจากเศษผ้าชนิดต่างๆ

 

2. กิจกรรมศิลปะสามมิติ (Three-dimensional activities) หมายถึง รูปทรงใดๆ ที่มีอย่างน้อย 3 ด้าน ซึ่งสามารถมองได้รอบด้านหรือมองได้หลายมุม สามารถแบ่งออกเป็นกิจกรรม 4 ประเภท ได้แก่

   2.1 กิจกรรมรูปปั้น สำหรับเด็กเล็กดินที่ครูเลือกใช้ควรเป็นดินเกลือ (salt clay) ดินเหนียว ดินน้ำมัน และแป้งโดว์ นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมเปเปอร์มาเช่ ที่ใช้กระดาษในการทำรูปปั้น

   2.2 กิจกรรมการผสมผเส หมายถึง การจัดวางวัสดุสามมิติหลายชิ้นๆทั้งที่มาจาก ธรรมชาติและมนุษย์สร้างขึ้น โดยนำมาวางติดกันเพื่อสร้างองค์ประกอบรวมกันเป็นหนึ่งเดียว

   2.3 กิจกรรมโครงสร้างกระดาษ เป็นงานโครงสร้างที่เกิดจากวัสดุ ง่ายๆ เช่น กล่องนม ถาดใส่ไข่ แกนแบ่งช่องผลไม้ แกนกระดาษขนาดต่างๆ และกล่องกระดาษขนาด ตั้งแต่เล็กจนใหญ่ ซึ่งจากวัสดุเหล่านี้ทำให้เกิดการสร้างสรรค์และจินตนาการที่ไม่สิ้นสุด เด็กมัก สร้างสรรค์เป็นตึกต่างๆ บ้าน เมือง

   2.4. กิจกรรมงานไม้ ได้แก่ การตอกตะปู การขัด ด้วยกระดาษทราย การยึดด้วยกาวและการทาสี บนไม้

 


 

          สำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา (2551) ได้กล่าวถึง ตัวอย่างกิจกรรมศิลปะสำหรับเด็ก

1) การวาดภาพและการระบายสี

    การวาดภาพหรือระบายสี โดยใช้ดินสอสี สีเทียน สีน้ำ สีโปรเตอร์ พู่กัน ฯลฯ วาดบนกระดาษหรือวัสดุแทนอย่างอื่น โดยมีหลักการจัดกิจกรรมที่ควรคำนึง 2 ประการ คือ ให้เด็กวาดภาพและระบายสีอย่างอิสระ และให้เด็กเล่าสิ่งที่ทำเพื่อฝึกให้เด็กคิดก่อนลงมือทำ

2) การพิมพ์ภาพ

    การพิมพ์ภาพเป็นกิจกรรมที่เด็กๆ ได้ทดลองลงมือทำ ใช้ความคิด จินตนาการ และสร้างสรรค์อย่างเต็มที่ โดยอาจจะพิมพ์ภาพต้นแบบที่ครูและเด็กช่วยกันจัดเตรียมมีผัก ผลไม้ และอื่นๆ

3) การวาดภาพด้วยนิ้วมือ

    เด็กได้แสดงความรู้สึกออกมาเป็นภาพด้วยการเคลื่อนไหวอวัยวะส่วนต่างๆ เช่น มือ นิ้วมือ ฝ่ามือ ท่อนแขน ฯลฯ เด็กจะได้เล่น ได้ทดลองด้วยวิธีการต่างๆ ส่งเสริมการใช้ความคิดสร้างสรรค์และจินตนาการ

4) การเป่าสี การหยดสี

    เด็กได้เห็นการเปลี่ยนแปลงของภาพผ่านการเป่า การหยด การพับสี

5) การปั้น

    เพื่อส่งเสริมการใช้กล้ามเนื้อมือและการประสานสัมพันธ์ โดยกิจกรรมการปั้น เช่น การปั้นดินน้ำมัน ดินเหนียว แป้งโดว์ เศษกระดาษหนังสือพิมพ์ ฯลฯ

6) การฉีก ตัด ปะ

    หมายถึงกิจกรรมการพับ ฉีก ตัด ปะกระดาษสีหรือวัสดุทดแทนอย่างอื่น ทากาวแล้วนำไปปะติดบนกระดาษให้เป็นรูปร่างต่างๆ ตามใจชอบ

7) การประดิษฐ์

    การประดิษฐ์เศษวัสดุ ควรคำนึงถึงหลายอย่าง เช่น การเลือกวัสดุ ควรเป็นวัสดุที่ไม่แตกง่าย ไม่เป็นพิษ หรือวัสดุที่มีอยู่ในชีวิตประจำวัน

8) การวาดภาพบนฝาผนัง

    เป็นกิจกรรมที่เด็กทำเป็นกลุ่มร่วมกัน โดยมีกระดาษแผ่นใหญ่มากๆ ผ้ากระสอบ หรือสิ่งทดแทนอื่นๆ

9) การวาดภาพตนเอง

    เด็กนอนลงบนกระดาษแล้วลากเส้นรอบๆ ตัวเด็กด้วยดินสอสีเทียน และให้เด็กระบายสี

10) หนังสือของฉัน

    สนทนาซักถามเด็กถึงสิ่งประทับใจแล้วเขียนตามคำบอกของเด็ก โดยอาจมีภาพประกอบซึ่งตัดมาจากวารสาร ภาพถ่าย หรือภาพวาดเด็กเอง

 


 

บทบาทของครูในการจัดกิจกรรมศิลปะสำหรับเด็ก

Benjamin (เบนจามิน อ้างถึงใน สำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา, 2551) กล่าวถึง การจัดกิจกรรมศิลปะสำหรับเด็กปฐมวัย จึงมุ่งเน้นให้ความสำคัญที่ตัวครู บุคลิกภาพของครูในด้านต่างๆ ดังนี้

1) บทบาทในการเป็นครูศิลปะที่ดี

    บทบาทในการเป็นครูศิลปะที่ดี ได้แก่ ตั้งใจฟังเวลาเด็กพูด สนใจตอบคำถามของเด็ก ชมเชยหรือแสดงกิริยาชื่นชมในผลงานของเด็ก เคารพในแตกต่างของเด็ก ให้โอกาสเด็กได้เล่น

2) บทบาทในการเรียมวัสดุอุปกรณ์

ครูควรเปิดโอกาสให้เด็กได้ตัดสินใจในการเลือกวัสดุอุปกรณ์ที่ตนต้องการ เพื่อสร้างสรรค์ผลงานหรือ มีส่วนร่วมในการจัดหา จัดเตรียมวัสดุ อุปกรณ์

อาจจะสรุปได้ว่าสิ่งเร้าความสนใจสำหรับเด็กมี 4 ประเภท คือ ประสบการณ์จริง สื่อประกอบการสอน การพูดคุย และวัสดุอุปกรณ์ในการทำงานศิลปะ ปรับสภาพแวดล้อมต่างๆ ให้เอื้ออำนวยต่อการทำกิจกรรม ทางศิลปะ

3) บทบาทในการสนับสนุนส่งเริมและสร้างแรงจูงใจให้เด็กแสดงออกทางศิลปะ

    การเตรียมการสอนศิลปะสำหรับเด็ก สิ่งที่ครูต้องเตรียม คือ วิธีการจูงใจเด็ก ซึ่งครูสามารถเลือกได้ หลายวิธี เช่น เล่านิทานให้ฟัง การฉายวิดีโอให้ดู การพาไปดูของจริง ฯลฯ

4) บทบาทในการประเมินผลงานทางศิลปะ

    ครูควรเปิดโอกาสให้เด็กพูดคุยและเล่าเรื่องเกี่ยวกับผลงานศิลปะของตน เพื่อศึกษาพัฒนาการองเด็ก และสังเกตผลงานของเด็กเป็นรายบุคคลอย่างต่อเนื่อง

 

กิจกรรมศิลปะเป็นกิจกรรมที่มีความสำคัญแก่เด็กช่วยส่งเสริมและพัฒนาเด็กในหลายๆ ด้าน การจัดประสบการณ์ทางศิลปะให้กับเด็กจึงเป็นสิ่งจำเป็นที่ควรส่งเสริมให้เด็กได้แสดงออกทั้งที่บ้านและที่โรงเรียน วิธีการจัดประสบการณ์ศิลปะสำหรับเด็กควรมุ่งเน้นในการจัดสภาพแวดล้อมทางการเรียนเพื่อส่งเสริมให้เด็กได้มีโอกาสสำรวจ ทดลอง ค้นคว้าจากวัสดุนานาชนิด ด้วยวิธีการเรียนแบบแก้ปัญหา แทนการกระทำตามตัวอย่างและการเลียนแบบ


ที่มา

ณภษร นิลประดับ. (2565). ชุดกิจกรรมเรียนรู้ศิลปะสร้างสรรค์โดยใช้เทคนิคมันดาลา

        เพื่อพัฒนาความสามารถในการเล่าเรื่องของเด็กอนุบาลปีที่ 2

        การวิจัยด้านเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา  สำนักการศึกษา กรุงเทพมหานคร.

https://webportal.bangkok.go.th/user_files/116/15930587716385b38a70ac44.84093616.pdf